พระราโชบายและปรัชญาพระราชทาน
พระราชประวัติและพระราโชบายด้านการฝึก
พระราชประวัติรัชกาลที่ 10 บรมครูทางการทหาร และปรัชญาพระราชทานด้านการฝึก 5 ประการ
ปรับปรุงล่าสุด
สารบัญ (8 หัวข้อ)
พระราชประวัติ
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จพระราชสมภพ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495
เมื่อครั้งทรงมีพระชนมายุครบ 20 พรรษา ทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ สถาปนาจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ขึ้นเป็น “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515 นับเป็นสยามมกุฎราชกุมารพระองค์ที่ 3 แห่งสยามประเทศ
“บรมครูทางการทหาร”
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงสนพระราชหฤทัยในกิจการทหารตั้งแต่เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ ทรงมีพระราชวิริยะอุตสาหะเข้ารับการศึกษาและสำเร็จหลักสูตรทางการทหารทั้งในประเทศและต่างประเทศหลายหลักสูตร ทรงดำรงตำแหน่งทางทหารตั้งแต่ระดับ:
- รองผู้บังคับกองพัน
- ผู้บังคับกองพัน
- ผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์
- องค์ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์
พระองค์ทรงดำรงพระองค์เป็นแบบอย่าง และพระราชทานคำสั่งสอนแก่ข้าราชบริพารทุกหมู่เหล่าด้วยพระองค์เองอยู่เสมอ ข้าราชบริพารในพระองค์ล้วนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และเทิดทูนยกย่องพระองค์ท่านเป็น “บรมครูทางการทหาร”
ปรัชญาพระราชทานด้านการฝึก 5 ประการ
ปรัชญาพระราชทานที่ทรงสั่งสอนข้าราชบริพารล้วนมีความลึกซึ้งถึงแก่นแห่งความรู้ อันเกิดจากพระราชวิริยะอุตสาหะในการฝึกฝนพระองค์เองจนเกิดเป็นความรู้อย่างแท้จริง ไม่ทรงโปรดความหย่อนยาน ความยวบยาบ หรือความไร้ระเบียบวินัย โดยมีหลักปรัชญาสำคัญ 5 ประการ ดังนี้:
1. ปรัชญาทหารมหาดเล็กฯ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาและข้าราชบริพารในพระองค์ได้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติไว้ 3 ประการ ได้แก่:
- 1.1 รู้ลึกซึ้งถึงแก่นแท้: ผู้บังคับบัญชา ผู้ปกครอง หรือผู้ฝึกทหารมหาดเล็กฯ หากไม่มีความรู้เรื่องทหารมหาดเล็กฯ จนถึงแก่นแท้แล้ว จะไปปกครองหรือฝึกผู้อื่นให้เป็นทหารมหาดเล็กฯ ที่ดีมีคุณภาพย่อมเป็นไปไม่ได้
- 1.2 รู้จักแก้ว 3 ประการ (พระรัตนตรัยทางทหาร):
- แก้วดวงที่ 1 (Command): ต้องรู้จักการบังคับบัญชา
- แก้วดวงที่ 2 (Staff): ต้องรู้จักงานอำนวยการ
- แก้วดวงที่ 3 (Training): ต้องรู้จักการฝึก
- 1.3 ตั้งเป้าหมายเกินกว่า 100%: การตั้งเป้าหมาย (Objective) ของการฝึก จะต้องตั้งไว้ในระดับมาตรฐานและบวกเพิ่มขึ้นไปเสมอ (เกินกว่า 100%) เพื่อที่เมื่อมีปัจจัยแวดล้อม (Factor) ใดๆ มากกระทบ มาตรฐานอาจจะลดลงไปบ้าง แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ยอมรับได้
2. ปรัชญา “การ Simmer หรือการตุ๋นไข่พะโล้”
ทรงเปรียบเทียบลักษณะการฝึกอบรมทหารเหมือนกับการตุ๋นไข่พะโล้ให้มีรสชาติอร่อย แม่ครัวจะต้องนำไข่ต้มมาแกะเปลือก แล้วนำไปตุ๋นในน้ำพะโล้โดยใช้ความร้อนและเวลาที่เหมาะสม น้ำพะโล้จึงจะค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปยังเนื้อไข่
หากแม่ครัวเร่งรีบเกินไป เมื่อผ่าไข่ออกก็จะเห็นเพียงภายนอกที่มีสีน้ำตาลแต่เนื้อในยังมีสีขาว เนื่องจากน้ำพะโล้ยังไม่แทรกซึมเข้าเนื้อในอย่างแท้จริง
เปรียบเสมือนกับการฝึก หากฝึกอบรมแบบไม่จริงจัง ปฏิบัติแบบยวบยาบ เน้นแต่ภาพลักษณ์ที่ดูสวยงามภายนอก แต่ไม่เน้นเนื้อหาสาระ ไม่เคี่ยว ไม่อบ ไม่กลั่นให้ผู้รับการฝึกมีความรู้อย่างแท้จริง ก็จะไม่สามารถนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้
3. ปรัชญา “มาตรฐานหน่วย ทม.รอ.”
การจะรักษาไว้ซึ่งเกียรติยศและเกียรติศักดิ์ของทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ที่มีประวัติยาวนาน หน่วยจะต้องมีมาตรฐานการฝึกการปฏิบัติที่ถูกต้องเป็นไปตามพระราชประเพณี พระราโชบาย และพระราชนิยม และต้องมีความต่อเนื่องในการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับคนรุ่นหลังที่เข้ามาถวายงานใหม่
ทรงยกตัวอย่างเหมือนตราสินค้าผลิตภัณฑ์ยี่ห้อต่างๆ (Brand) ที่มีคุณภาพ ก็จะพยายามรักษามาตรฐานผลิตภัณฑ์ของตนเพื่อสร้างความเชื่อมั่น หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์จึงมีหน้าที่รักษา “มาตรฐานหน่วย ทม.รอ.” เพื่อปฏิบัติหน้าที่ถวายงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสืบไป
4. ปรัชญา “รถ SIKU”
รถ SIKU (ซิกู้) คือยี่ห้อรถยนต์ของเล่นจำลองขนาดเล็กที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โปรดตั้งแต่เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ โดยทรงเลือกรถ SIKU ชนิดเดียวกันจำนวนหลายๆ คัน และทดสอบทุกคันด้วยพระองค์เอง
หากรถคันใดมิได้มาตรฐาน ระบบขับเคลื่อนยังไม่ดี วิ่งไม่ตรงทิศทาง เอียงซ้ายเอียงขวา ก็จะทรงถอดชิ้นส่วนนำมาปรับแต่งและทดสอบจนกว่าจะได้มาตรฐาน
5. ปรัชญา “รากหญ้า”
พระราชทานคำสอนให้ข้าราชบริพารและผู้ใต้บังคับบัญชาเรียนรู้ให้ลึกซึ้งถึงรายละเอียดของแต่ละภารกิจ ให้ถึงในระดับพื้นฐานหรือระดับล่างที่ทรงเปรียบเทียบกับคำว่า “รากหญ้า”
เมื่อรับราชการจนมีความเจริญก้าวหน้าเป็นผู้บังคับบัญชาแล้ว จะสามารถให้คำแนะนำและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา ร่วมทุกข์ ร่วมสุข พร้อมทั้งดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาแก่กำลังพลทุกระดับ